
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา เกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทยชื่อ Mayuree Naree ระหว่างเดินทางจากท่าเรือในเมือง Khalifa Port ประเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยถูกโจมตีด้วยอาวุธไม่ทราบชนิด ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้บริเวณด้านท้ายเรือและห้องเครื่องยนต์
หลังเกิดเหตุ กองทัพเรือโอมาน ได้เข้าช่วยเหลือลูกเรือและนำขึ้นฝั่งได้แล้ว 20 คน ขณะที่ยังมีลูกเรือสูญหายอีก 3 คน ซึ่งคาดว่ายังติดอยู่ภายในห้องเครื่องยนต์ของเรือ
รายงานระบุว่า เรือ มยุรี นารี ถูกโจมตีขณะกำลังแล่นอยู่ในบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ ห่างจากชายฝั่งประเทศ โอมาน ไปทางเหนือประมาณ 20 กิโลเมตร โดยทางการ อิหร่าน อ้างว่าเรือไทยลำดังกล่าวฝ่าฝืนคำเตือนที่ห้ามเรือเดินผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงเวลาดังกล่าว
นอกจากเรือของไทยแล้ว ยังมีเรือสินค้าอีก 2 ลำถูกโจมตีในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ได้แก่ เรือขนส่งสินค้าสัญชาติ ญี่ปุ่น ซึ่งถูกโจมตีขณะทอดสมออยู่นอกชายฝั่งเมือง Ras Al Khaimah ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเรือสัญชาติ กรีซ ที่จอดทอดสมออยู่นอกชายฝั่งนคร ดูไบ
ขณะเดียวกัน เหตุโจมตีไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเท่านั้น ยังมีเรือบรรทุกน้ำมันอีก 2 ลำถูกโจมตีขณะลอยลำอยู่ในน่านน้ำของ อิรัก ใกล้กับท่าเรือ Al-Faw Port ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้และความเสียหายต่อเรือทั้งสองลำ รวมถึงมีน้ำมันรั่วไหลลงสู่ทะเล โดยมีผู้เสียชีวิต 1 คน และอีก 38 คนได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย
ด้านกองทัพของอิหร่าน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยประกาศว่าจะไม่ยอมให้มีการขนส่งน้ำมันออกจากภูมิภาคตะวันออกกลาง แม้แต่ลิตรเดียว ระบุว่าเป้าหมายของการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและแหล่งพลังงานในประเทศเพื่อนบ้าน คือการผลักดันให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพื่อกดดันให้ สหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล ยุติปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน
ขณะที่ International Energy Agency หรือสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ เสนอให้ประเทศสมาชิกปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ จำนวนถึง 400 ล้านบาร์เรล เพื่อช่วยชะลอการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันจากผลกระทบของสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ ปริมาณน้ำมันสำรองที่เสนอให้ปล่อยออกมาถือว่าสูงกว่าการปล่อยน้ำมันสำรองในช่วงเหตุการณ์ การรุกรานยูเครนของรัสเซียปี 2022 ถึงสองเท่า โดยในช่วงเวลานั้นมีการปล่อยน้ำมันสำรองรวม 2 ครั้ง คิดเป็นปริมาณ 182 ล้านบาร์เรล

