วันที่ 5 มีนาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า เจ้าหน้าที่ท่าเรือลิเบียเปิดเผยว่า เรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของรัสเซียชื่อ อาร์กติก เมทากาซ (Arctic Metagaz) อับปางลงในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บริเวณน่านน้ำระหว่างลิเบียกับมอลตา หลังเกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้บนเรือ
หลังเกิดเหตุ รัฐบาลรัสเซียออกมากล่าวหาว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการก่อการร้ายโดยฝีมือของยูเครน โดยระบุว่ายูเครนใช้ โดรนทะเลไร้คนขับ ที่ปล่อยจากชายฝั่งลิเบียเข้าโจมตีเรือลำนี้ อย่างไรก็ตาม หน่วยความมั่นคงของยูเครน (SBU) ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว ขณะที่ทางการลิเบียระบุว่าสาเหตุของเพลิงไหม้ยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจน
ข้อมูลจากทางการลิเบียระบุว่า ก่อนเกิดการระเบิด เรืออาร์กติก เมทากาซ บรรทุกก๊าซ LNG ประมาณ 62,000 ตัน และจมลงในทะเลห่างจากท่าเรือเซิร์ตของลิเบียไปทางเหนือราว 130 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 240 กิโลเมตร
ด้านกระทรวงคมนาคมของรัสเซียยืนยันว่า บนเรือลำดังกล่าวมีลูกเรือชาวรัสเซียทั้งหมด 30 คน ขณะที่ นายไบรอน คามิลเลอรี รัฐมนตรีมหาดไทยของมอลตา เปิดเผยว่า กองทัพมอลตาได้เข้าช่วยเหลือลูกเรือทั้งหมดไว้ได้อย่างปลอดภัย โดยพบพวกเขาอยู่บนเรือชูชีพ และทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงดี
แม้ฝ่ายรัสเซียจะยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าเป็นการโจมตีจากยูเครน แต่ในโลกออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ภาพเหตุการณ์ในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งแสดงให้เห็นเรือกำลังถูกไฟลุกท่วม นอกจากนี้ เซอร์ฮี สเตอร์เนนโก บล็อกเกอร์ชื่อดังและที่ปรึกษารัฐมนตรีกลาโหมยูเครน ยังได้โพสต์ภาพที่อ้างว่าเป็นเรือลำดังกล่าวในสภาพมีรูโหว่ขนาดใหญ่บริเวณห้องเครื่อง ซึ่งแทบไม่สามารถซ่อมแซมได้
ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน กล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลว่า นี่คือการโจมตีโดยผู้ก่อการร้าย และไม่ใช่ครั้งแรกที่เราต้องเผชิญกับเรื่องแบบนี้ ขณะที่กระทรวงคมนาคมรัสเซียระบุเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็น อาชญากรรมโจรสลัดทางทะเลระหว่างประเทศ พร้อมกล่าวหาว่าสหภาพยุโรปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ด้วย
สำหรับเรืออาร์กติก เมทากาซ ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งใน กองเรือเงา ของรัสเซีย ซึ่งโดยมากเป็นเรือเก่าที่มีการเปลี่ยนชื่อเจ้าของหรือบริษัทประกันภัย เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก โดยเรือลำนี้กำลังเดินทางจากท่าเรือมูร์มันสค์ ทางตอนเหนือของรัสเซีย มุ่งหน้าไปยังเมืองพอร์ตซาอิด ประเทศอียิปต์
ข้อมูลจากระบบติดตามเรือยังระบุว่า ก่อนเกิดเหตุเรือลำนี้ได้ปิดระบบระบุตัวตนอัตโนมัติ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่มักพบในเรือของกองเรือเงา เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ
เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในกรณีไม่บ่อยนักที่เรือของรัสเซียถูกโจมตีนอกพื้นที่ทะเลดำ และหากมีการพิสูจน์ในภายหลังว่าเป็นฝีมือของยูเครนจริง ก็อาจสะท้อนถึงความสามารถของกองทัพยูเครนในการขยายขอบเขตการปฏิบัติการโจมตีทางทะเลไปไกลถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้
เรียบเรียงโดย มุมข่าว




